ทำไมงานพิมพ์ ต้องมี “ระยะตัดตก”ทั้งในงานพิมพ์ที่ญี่ปุ่นและที่ไทย

“ตัดตก” หรือ “ระยะตัดตก” คำศัพท์ที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยครั้ง เวลาที่เราไปใช้บริการหรือสั่งพิมพ์งานที่โรงพิมพ์ทั้งในไทยและในญี่ปุ่น สำหรับที่ญี่ปุ่นจะเรียกส่วนนี้ว่า “塗り足し” ซึ่งการเผื่อ “ระยะตัดตก” ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น นามบัตร, โปสเตอร์, หนังสือ, เมนู และงานพิมพ์อื่นๆ

“ตัดตก” หรือ “ระยะตัดตก” คืออะไร ?

ตัดตก เป็นการเพิ่มหรือขยายพื้นที่ของงาน ให้เกินจากพื้นที่จริง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการขยายหรือเพิ่มขนาด ภาพพื้นหลัง, สีพื้นหลัง ระยะตัดตกมาตรฐานที่ควรตั้ง อยู่ที่ประมาณ 3 มิลลิเมตร ยกตัวอย่าง หากพื้นที่ของงานจริงคือขนาด 297x210mm เราควรขยายภาพ หรือสีพื้นหลัง ให้เกินจากกรอบงานขนาดจริง หากดูจากภาพตัวอย่าง จะสังเกตเห็นคำว่า ระยะปลอดภัย, ขอบเขตงาน และ ระยะตัดตก ซึ่งเราจะอธิบายเพิ่มเติมดังนี้

ระยะปลอดภัย (Margin) คือ พื้นที่ที่นักออกแบบสามารถจัดวางภาพ, เนื้อหา หรือข้อมูลสำคัญของงาน โดยระยะดังกล่าวจะไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกตัดหายไปโดยเครื่องจัก ส่วนระยะที่ไม่มีปลอดภัยและมีความเสี่ยงที่จะโดนตัดออกไป คือพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือจาก “เส้นสีฟ้า”

ขอบเขตงาน (Artboard) คือ พื้นที่หรือขนาดจริงของชิ้นงานออกแบบ ซึ่งสำหรับนักออกแบบมักจะไม่ออกแบบชิ้นงานด้วยการจัดวางภาพ, เนื้อหา หรือข้อมูลสำคัญของงาน ให้มีระยะเสมอกับขอบเขตงานที่เป็น “เส้นสีดำ” ตามภาพตัวอย่าง เพราะการจัดวางเนื้อหาให้เสมอกับขอบเขตงาน มีโอกาสที่พื้นที่ดังกล่าวจะถูกเครื่องจักตัดหายไปได้ ซึ่งการป้องกันที่ดีที่สุดคือการออกแบบและจัดวางให้อยู่ในระยะปลอดภัยดีกว่า

ระยะตัดตก (Bleed) คือ การตั้งระยะเผื่อพื้นที่ของงานในส่วนที่เป็นพื้นหลัง ให้กว้างกว่าขนาดของงานจริงออกไป โดยส่วนใหญ่มักจะตั้งระยะเผื่อไว้ประมาณ 3 มิลลิเมตร สิ่งที่นักออกแบบจะจัดวางให้เกินขอบเขตงานจนถึงระยะตัดตกที่เป็น “เส้นสีแดง” จะเป็นภาพพื้นหลัง หรือลวดลายต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นส่วนสำคัญของชิ้นงาน ส่วนเหตุผลที่จำเป็นต้องจัดวางภาพพื้นหลังและลวดลายให้เกินขอบเขตงานออกมา จะเป็นการป้องกันข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นการตัดของเครื่องจักร ไม่ให้ชิ้นงานที่โดนตัดเกิน หรือขาดไป กลายเป็นสีของกระดาษ

ความสำคัญของ “ตัดตก” หรือ “ระยะตัดตก”

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีสำหรับสิ่งพิมพ์ในปัจจุบัน จะมีความทันสมัยค่อนข้างมาก แต่ความผิดพลาด หรือ Error ก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ แม้กระทั้งในประเทศญี่ปุ่นที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงก็ตาม เพราะเครื่องจักร ไม่สามารถทำงานได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา การเผื่อ “ตัดตก” หรือ “ระยะตัดตก” นั้น จึงเปรียบเสมือนการป้องกันข้อผิดพลาด ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอในกระบวนการพิมพ์

ผลกระทบของการไม่เผื่อ “ตัดตก” หรือ “ระยะตัดตก”

  • 1. ชิ้นงานอาจได้รับความเสียหาย ยกตัวอย่างเช่น ตัดชิ้นงานออกมาไม่ได้ระยะที่กำหนดไว้หรือตัดบางส่วนของภาพ ข้อความ หรือเนื้อหาสำคัญของชิ้นงาน ออกมาได้ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงข้อถัดไป
  • 2. เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา แน่นอนว่าเมื่อสิ้นสุดกระบวนการพิมพ์ หรือ ตัด เรียบร้อยแล้ว เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เราก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก และเสียเวลาในการรออีก ดังนั้น การเผื่อ “ตัดตก” หรือ “ระยะตัดตก” เปรียบเสมือนการป้องกันค่าใช้จ่ายส่วนเกิน และเวลาอันมีค่าของทุกๆท่านไม่ให้เสียไปโดยสูญเปล่า

และถ้าหากท่านใด ที่มีความกังวลเกี่ยวกับงานออกแบบ หรืองานพิมพ์ในญี่ปุ่น ทาง MB-THAi Commerce ยินดีให้บริการ เราเป็นทีมงานมืออาชีพที่จะช่วยดูแลเรื่องงานของท่าน ตั้งแต่กระบวนการเริ่มออกแบบจนกระทั่งเสร็จสิ้นงานพิมพ์ และถ้าหากชิ้นงานมีปัญหาทางเราก็พร้อมให้คำปรึกษา

You may also like...